VDO Blog

7 ก.ย.

Advertisements

BLOG

18 ส.ค.

Image

   Peter Scott (Internet Librarian, 2001) ได้ให้ความหมายของบล็อกไว้ว่า บล็อก / เว็บบล็อกหน้าเว็บที่มีช่วงสั้น ๆ ตามลำดับการจัดรายการของข้อมูล บล็อกสามารถใช้รูปแบบของไดอารี่, วารสาร, สิ่งที่หน้าใหม่หรือเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ

(http://www.det.wa.edu.au/education/cmis/eval/curriculum/ict/weblogs/)

หรือกล่าวได้ว่า Blog ทำขึ้นเพื่อ

  1. เพื่อรวบรวมผลงานของเรา
  2. เพื่ออัพเดตในสิ่งที่เราสนใจรวมไว้ในที่เดียวกัน
  3. เพื่อเป็นแหล่งแสดงความคิดเห็นร่วมกับคนอื่นๆ
  4. เพื่อตั้งตนเป็นใหญ่ในเรื่องที่เราถนัด
  5. เพื่อโปรโมทสินค้าหรือบริการบางอย่าง
  6. บันทึกสิ่งที่น่าประทับใจ
  7. เผยแพร่สิ่งดีๆ
  8. กระจายความรู้
  9. เพื่อหาเงินออนไลน์
  10. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น

(From Wikipedia, the free encyclopedia)

ความสัมพันธ์ของบล็อก (Blog) กับเทคโนโลยีเว็บ2.0 (Web 2.0)

สำหรับ Web 2.0 เป็นคำที่ได้ยินกันแพร่หลายเพราะเป็นยุคของ WWW ที่เป็นการทำงานเชิงระบบ เป็นเครื่องมือดิจิตอลที่ทำให้การสื่อสารจากผู้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสร้าง แก้ไขและเผยแพร่เนื้อหาได้ด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศระหว่างกัน ทำให้เกิดสังคมคอมพิวเตอร์ขึ้น เครื่องมือที่ทำให้เว็บกลายเป็นเว็บ 2.0 เช่น Blog, Wiki

กรณิการ์ ปัญญาอิ่นแก้ว ได้กล่าวว่า บล็อก (Blog หรือ Weblog) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จัดเป็นประเภทสังคมเครือข่ายออนไลน์ (Social Networking) นับเป็นชุมชนทางอินเทอร์เน็ตประเภทหนึ่งที่รับความนิยมในยุคไซเบอร์ ด้วยว่าเป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้ให้และผู้รับสามารถเลือกเข้าไปนำเสนอข้อมูล เลือกที่จะอ่านเรื่องที่ตนเองสนใจ และแสดงความคิดเห็นระหว่างกันได้ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย มีการเรียงลำดับเนื้อหาตามวันที่ที่นำเสนอ(Post) สามารถเข้าถึงด้วยคำสำคัญและ URL ของบล็อกบล็อกจึงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอีกช่องทางหนึ่งที่มีความสำคัญระดับตัวบุคคล หรือระดับองค์กร

(กณิการ์ ปัญญาอิ่นแก้ว)

(202.143.157.36/kmcsec36/?name=research&file…id=63)

Blog คืออะไร

วิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ให้ความหมายของ Blog ก็คือ Website รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่บนสุด ส่วนเรื่องเก่าสุดก็จะอยู่ด้านล่างสุด Blog อาจจะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นของ ไดอารี่ online ก็เป็นได้ โดย Blog จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ซึ่ง ไดอารี่ ก็ถือว่าเป็น Blog ในรูปแบบหนึ่ง

(http://edclass.pn.psu.ac.th/edtech/component/content/article/37-admin/68-blog-.html)

                       บล็อกคือ สื่อใหม่ (New Media) เป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนรูปการสื่อสารในอดีตอย่างสิ้นเชิง คนเขียนบล็อก สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสื่อสารมวลชน เขาสามารถสื่อสารกันเองในกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มใหญ่ๆก็ได้ ถ้าเรื่องไหน เป็นที่ถูกใจของชาวบล็อก ชาวเน็ต คนๆนั้นอาจจะดังได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อหลักช่วยเลย

 (http://www.oknation.net/blog/manual/2006/12/22/entry-4)

 

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom (Bloom’s Taxonomy) 

 

Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ

–      ความรู้ที่เกิดจากความจำ (Knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด

–      ความเข้าใจ (Comprehend)

–      การประยุกต์ (Application)

–      การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้

–      การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่

–      การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด

 

Blog นำไปใช้ยังไง

ผู้ใช้งานบล็อกจะแก้ไขและบริหารบล็อกผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์เหมือนการใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบบริหารบล็อกที่แตกต่างกันผู้เขียนบล็อกในปัจจุบันจะใช้งานบล็อกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่า ติดตั้งซอฟต์แวร์ของตัวเอง หรือใช้งานบล็อกผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการบล็อก

ตัวอย่างของ Blog ที่ใช้ในการศึกษาสรุปได้คือ บล็อกคือ ไดอารี่ บันทึกรายวัน ความคิด และการคิดสะท้อนกลับ บล็อกสามารถแบ่งปันความคิดเห็น สิ่งที่เชี่ยวชาญในวิชานั้นๆ บล็อกยังตอบสนองต่อการเรียนรู้ในห้องเรียนอีกด้วย บล็อกสรรสร้างความสัมพันธ์ ชุมชน และการร่วมมือกัน บล็อกให้ความรู้สึกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกัน การเข้าถึงบล็อกหรือการใช้บล็อกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่แท้จริงในห้องเรียน จะทำให้นักเรียนกลายเป็นครู และครูจะกลายเป็นนักเรียน

 

ตัวอย่างเวปบล๊อกที่ใช้ในการศึกษา

Image

             edublog เป็น บล็อก ที่สร้างขึ้นเพื่อการศึกษา ลงโฆษณาฟรีเก็บและนักเรียนและครูสนับสนุนการเรียนรู้โดยการอำนวยความสะดวกการสะท้อนการตั้งคำถามด้วยตนเองและคนอื่น ๆ ทำงานร่วมกัน และโดยการให้บริบทสำหรับการมีส่วนร่วมใน การคิดขั้นสูง

 

Top 100 Education Blogs

บล็อกการศึกษาจะกลายเป็นที่หมายถึงการศึกษานักเรียนและผู้บริหารการศึกษาในการโต้ตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย

หัวข้อ Blog (ตัวอย่างบาง Blog)

วิทยาลัย

–                   Honest College

–                   Year One: A College

E-Learning

–                   Internet Time Blog

–                   Learning and Technology

–                   The Knowledge Tree

Education News

ทั้งสองบล็อกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวล่าสุดในโลกของการศึกษา

–                   Eduwonk

–                   This Week in Education

Education Policy

–                   Education in Texas

–                   Education Intelligence Agency

–                   Schools Matter

                Internet Culture

การใช้งานอินเทอร์เน็ตเช่น RSS และบล็อกและวิธีที่จะสามารถนำไปใช้ในสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน / การเรียนรู้ที่จะกล่าวถึงในบล็อกเหล่านี้

–                   absolutely intercultural

–                   Adventures in Educational Blogging

–                   Digital Writing, Digital Teaching

–                   deas and Thoughts from an EdTech

–                   learning.now

                Learning

จุดเน้นของการบล็อกเหล่านี้คือทฤษฎีการเรียนรู้การเรียนรู้ทางการและความรู้

–                   Informal Learning Blog

–                   Learning Curves

–                   Random Walk in Learning

                Library and Research

–                   Deep Thinking

–                   Free Range Librarian

–                   Information Wants To Be Free

–                   Research Buzz

                Specialty

เพลงประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และกฎหมายที่จะกล่าวถึงที่บล็อกเหล่านี้ตามลำดับ

–                   History Is Elementary

–                   Catalysts & Connections

                Teaching

บล็อกต่อไปนี้จัดการกับปัญหาที่เผชิญครูรวมถึงวิธีการเรียนการสอนแผนการสอนสื่อและเครื่องมือ

–                   A Difference

–                   blog of proximal development

–                   Teachers Teaching Teachers

–                   Teaching Hacks.com

–                   Teaching Generation Z

–                   The Open Classroom

                Technology

–                   Bionic Teaching

–                   Blogging IT and Education

–                   Education/Technology

–                   Techlearning Blog

–                   The Thinking Stick

(http://oedb.org/library/features/top-100-education-blogs/#.UCknl50geP8)

ข้อดีของการทำ Blog

  1. เจ้าของบล็อกมีอิสระที่จะนำเสนอ อะไรก็ได้ ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคล
  2. เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้โดยอิสระ
  3. เจ้าของบล็อกสามารถปรับแต่งบล็อกให้เป็นรูปแบบที่ตนต้องการได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องภาษาคำสั่งของโปรแกรมมากมาย
  4. สามารถสร้างเครือข่าย ชุมชนสัมพันธ์ระหว่างบล็อกเกอร์ที่มีความคิด ความสนใจ ความรู้สึก ร่วมกันได้
  5. ช่วยเป็นกระบอกเสียง ทำประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่างๆได้
  6. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกทำธุรกิจได้
  7. ได้พื้นที่ใช้งานฟรี
  8. ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือ สิ่งเก่าๆ ที่ยังไม่รู้ ให้รู้มากขึ้น จากการนำมาแลกเปลี่ยนกันและกัน
  9. ได้มิตรภาพใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนในชุมชนบล็อก
  10. ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนฝูง เมื่อยามห่างไกลกัน
  11. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกได้แสดงออกถึงความสามารถ
  12. เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดา กลายเป็น ผู้สื่อข่าวได้
  13. เป็นไดอารี่บันทึกประจำวัน
  14. เป็นที่พบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า เครือญาติ ศิษย์เก่าสถาบันต่างๆได้
  15. เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงตัวเอง
  16. เป็นแหล่งข้อมูลความรู้
  17. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน
  18. ใช้เป็นศูนย์รวมการให้ความรู้ การศึกษาวิชาการ วิชาชีพ ศิลปะ การติว การให้การบ้าน การส่งการบ้าน ของครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป

ข้อเสียของการทำ Blog

  1. บล็อกเกอร์มีอิสระในการนำเสนออาจโพสเรื่องที่ไม่เหมาะสม เรื่องที่หมิ่นเหม่ หรือ เข้าข่ายผิดกฎหมาย
  2. ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถกลั่นกรองเนื้อหาได้ 100% เว้นแต่จะสร้างระบบกรองคำหยาบ คำต้องห้ามไว้เพื่อให้มีการตรวจทานก่อนเผยแพร่
  3. เนื้อหาที่อยู่ในบล็อก หากไม่ใช่ผลงานวิจัย หรือ วิทยานิพนธ์ ที่ทำตามหลักวิชาการ หรือ ตัวบทกฎหมาย ก็อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยถึงน้อยมาก
  4. เปิดโอกาสให้พวกป่วนเข้ามาเปิดบล็อก ก่อกวน
  5. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ให้มีการแสดงออกถึงการขัดแย้งอย่างไม่มีเหตุผล สร้างความไม่สามัคคี ทะเลาะกันได้ หากไม่ใช้การวางจิตเป็นกลาง ไม่นำเหตุและผลมาโต้แย้งกันโดยสันติ
  6. เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ กระจายข่าวปั้นแต่ง ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวยั่วยุ

(http://www.oknation.net/blog/print.php?id=50069)

>>>>>>> หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ Blog ในหลายๆเรื่องนะคะ  เพื่อนๆลองทำ Blog ขึ้นมาเพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้กันบ้างนะคะ <<<<<<

รูปภาพ

youtube กับการศึกษา

18 มิ.ย.

youtube_logo

youtube คืออะไร ???

เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรี โดยนำเทคโนโลยีของ Adobe Flash มาใช้ในการแสดงภาพวิดีโอ ซึ่งยูทูบมีนโนบายไม่ให้อัปโหลดคลิปที่มีภาพโป๊เปลือยและคลิปที่มีลิขสิทธิ์ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเอง

เมื่อสมัครสมาชิกแล้วผู้ ใช้จะสามารถใส่ภาพวิดีโอเข้าไป แบ่งปันภาพวิดีโอให้คนอื่นดูด้วย แต่หากไม่ได้สมัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปเปิดดูภาพวิดีโอที่ผู้ใช้คนอื่น ๆ ใส่ไว้ใน Youtube ได้  แม้จะก่อตั้งได้เพียงไม่นาน (youtube ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005) Youtube เติบโตอย่างรวดเร็วมาก เป็นที่รู้จักันแพร่หลายและได้รับความนิยมทั่วโลก ต่อมาปี ค.ศ.2006 กูเกิ้ลซื้อยูทูบ ตอนนี้ยูทูบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิ้ลแล้ว

Youtube เป็นการบริการที่ดีเหมือนกับการใช้การรับส่งวิทยุโดยมือสมัครเล่น  ใครก็สามารถรับเนื้อหาของ Youtube เข้าไปดูและติติงอัดเก็บไว้ดูได้  แต่เนื้อหาเช่นเดียวกันกับการรับส่งวิดีโอ (videoblogging) ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมงานหลัก 67 คน ของ  youtube ได้รับการยกย่อง จาก TIME แม็กกาซีน ให้เป็น “นักคิดหรือนักประดิษฐ์แห่งปี” ประจำปี 2549 ในเดือนตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา แต่ในประเทศไทยมัวสาระวนอยู่กับการยึดอำนาจบริหารบ้านเมืองกัน

แล้วนำไปใช้อย่างไร ???

Youtube เป็นเทคโนโลยีของการเล่นวีดีโอของผู้คนที่สมัครเป็นสมาชิก  แล้ว Upload วีดีโอขึ้นไปไว้ให้คนอื่นได้ชม  และสามารถเขียนคำวิจารณ์ได้   วีดีโอบางชุดมีคนเข้าไปดูนับล้านครั้ง ส่งผลให้เจ้าของเรื่องในวีดีโอดังชั่วข้ามคืน  และวีดีโอของเทคโนโลยีที่สามารถอัดเก็บไว้ได้และนำมานำเสนอได้ใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของโปรแกรม Macromedia’s FlashPlayer 7 ขี้นไป  และใช้โปรแกรมบันทึกวิดีโอแบบ Sorenson Spark H.263 อีกทั้งเทคโนโลยีนี้มีความสอดรับกับ Youtube ที่จะสามารถใช้วิดีโอเล่นภาพและเสียงได้อย่างมีคุณภาพเทียบเคียงได้กับการวิดีโอที่เล่นอยู่ที่บ้าน   และสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้เหมือนกับ Windows Media Player, Realplayer หรือ Quicktime Player ของแอปเปิ้ล(Apple) ที่ผู้ใช้โดยทั่วไปต้องการที่จะ ดาวน์โลด(Download) และติดตั้งเบราเซอร์ (browser plug-in) และเชื่อมต่อเพื่อจะดูวิดีโอ  เมื่อทำการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต หรือในอีกทางหนึ่งผู้ใช้ (Users) สามารถเข้าไปใช้โดยเข้าเป็นสมาชิกของ เว็บไซต์เพื่อที่จะทำการ Download วิดีโอมาติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของตนเองและใช้งาน Youtube อย่างฟรีๆ และมีความสุข

แม้ว่าการใช้งานวีดิโอคลิปจาก YouTube จะเป็นเรื่องง่าย  แต่ทว่าการเข้าชมผ่านหน้าเว็บไซต์ จำเป็นต้องเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านเข้ากับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตเท่านั้น จึงจะสามารถรับชมวีดิโอคลิปเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลดทุกครั้งที่เปิดชมวีดิโอคลิปเรื่องนั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีหากใช้งานในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือมี แต่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลของอินเตอร์เน็ตนั้นช้ามาก

ทำไมต้องเป็น youtube ???

แต่ด้วยตัวยูทูบเองที่มีเนื้อหามากมายเป็นแสนชิ้น ทั้งสื่อและเครื่องมือการเรียนรู้ดีๆที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสื่อประเภทที่สุ่มเสี่ยง และทำให้เด็กและเยาวชนไขว้เขวไปได้ ทั้งจากมิวสิควีดีโอ การ์ตูน และไม่ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อการเรียนรู้สักทีเดียว จึงเป็นที่มาของการเปิดหน้าการศึกษาล่าสุดเของยูทูบขึ้น  ที่เรียกว่า “ยูทูบสำหรับโรงเรียน” หรือ (Youtube for Schools) เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้น โดยจะมีเนื้อแต่เรื่องการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว โดยได้ร่วมมือกับภาคีด้านการศึกษากว่า 600 แห่ง เช่น TED , Smithsonian  เว็บไซด์ชื่อดังเรื่องที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆเอาไว้,Steve Spangler แหล่งผลิตเกมส์และของเล่นเพื่อการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ หรือ Numberphile  ที่สอนคณิตศาสตร์ออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ยูทูบได้ทำงานร่วมกับครูในการจัดแบ่งเนื้อหากว่า 300  ชิ้น ออกเป็นรายวิชา และระดับชั้น โดยสื่อเหล่านี้ยูทูบเชื่อว่าจะช่วยเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้องเรียนสนุกสนานขึ้น และเด็กๆก็จะตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนี้ Youtube สามารถหาวีดีโอทุกประเภท  ทั้งส่วนตัว  ไร้สาระ  หรือ วีดีโอโฆษณาแบบเป็นทางการ  ไม่ต้องแปลกใจที่อาจารย์หลายท่าน  รวมทั้งการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ต้องใช้วีดีโอจากระบบเหล่านี้ของ  youtube มาสร้างความรู้ความเข้าใจกับนักศึกษาและคนทั่วไป  เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีกับการเรียนการสอนอีกแบบหนึ่ง  ลองใช้ดูสิ  จะได้เข้าใจว่า  ที่ TIME ประกาศให้ Youtube เป็นสุดยอดนวัตกรรมของโลกมันดีอย่างนี้นี่เอง

วัยรุ่นกับการดูแลสุขภาพ

13 พ.ค.

ในปัจจุบันพบว่ามีโรคซึ่งมีอันตรายถึงตายอยู่หลายโรค  ซึ่งเกิดจากการมีพฤติกรรมที่ไม่ดีในช่วงวัยรุ่น  ตัวอย่างเช่น หากคุณสูบบุหรี่ คุณก็จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเส้นเลือดในสมองมากขึ้นเมื่อคุณเป็นผู้ใหญ่  บุหรี่ยังอาจทำให้คุณหายใจติดขัด  ใบหน้าเหี่ยวย่น และทิ้งคราบฟันที่ไม่น่าดูเอาไว้  หลายคนติดบุหรี่ตั้งแต่อายุ 18 ปี  แต่หากคุณไม่สูบบุหรี่  คุณก็จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเส้นเลือดในสมองลดลง  นอกจากนี้แล้วหากคุณสามารถเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การไม่ประมาทในการขับขี่รถ การเลี่ยงการดื่มสุราและใช้สารเสพติด การงดการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือในขณะที่ยังไม่พร้อม  การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอแล้ว ย่อมทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีไปตลอดช่วงชีวิตของคุณ

วัยรุ่น เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ไปสู่สภาวะที่ต้องมีความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเอง และเป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วุฒิภาวะทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม จึงนับว่าเป็นช่วงที่สำคัญมากช่วงหนึ่ง เนื่องจากเป็นช่วงต่อของวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะช่วงแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงด้านสติปัญญา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นด้วยกันเอง และบุคคลรอบข้าง

สุขภาพที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะมี โดยเห็นได้จากปัจจุบันนี้มีการคิดค้นสารอาหารต่างๆ เพื่อช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เพราะทุกคนหันกลับมาให้ความสนใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น การทำให้ตนเองดูดีทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เป็นประเด็นหนึ่งที่วัยรุ่นสมัยนี้ให้ความใส่ใจ และสนใจ เห็นได้จากการพยายามดูแลตัวเองทั้งในเรื่องของการเลือกกิน การเลือกเครื่องสำอางที่ใช้ และใช้ครีมบำรุงผิวพรรณต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะไม่มีใครต้องการที่จะเจ็บป่วย หรือมีร่างกายทรุดโทรม

วัยรุ่นกับการกินอาหาร

ปัจจุบันวัยรุ่นเริ่มหันมาให้ความสนใจและดูแลตัวเองมากขึ้น โดยจะมีการสรรหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้ตัวเองมีสุขภาพดี และดูดี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การกินอาหารที่มีประโยชน์ การกินอาหารเสริม กินผัก ผลไม้ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ก็คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ ตามหลักโภชนาการ คือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปด้วยแล้ว จะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและดูดีไปพร้อมๆกัน

พฤติกรรมการกินอาหารของวัยรุ่น

1)            อดอาหารบางมื้อ

เด็กวัยรุ่นสมัยนี้มักจะเป็นห่วงรูปร่างมากกว่าอย่างอื่น โดยเฉพาะวัยรุ่นผู้หญิง จะกลัวความอ้วน หรือน้ำหนักที่มากเกินไป เพราะจะทำให้มีรูปร่างที่ไม่ดี จึงเลือกที่จะใช้วิธีการอดอาหารเพื่อหวังให้ตนมีรูปร่างที่สวยงาม

2)            มีนิสัยการบริโภคที่ไม่ดี

เนื่องจากกิจกรรมต่างๆของวัยรุ่นทั้งด้านการศึกษา หรือทางสังคมทำให้ไม่ค่อยได้กินอาหารที่บ้าน ส่วนมากจะไปหากินกับเพื่อนๆ ซึ่งอาจจะทำให้กินอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วน

3)            เบื่ออาหาร

เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น สาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นเบื่ออาหาร ก็คือ ได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ หรือ ทางอารมณ์ ถูกรบกวน เช่น ผิดหวังในเรื่องต่างๆ สิ่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เบื่ออาหารหรือไม่อยากอาหารได้ เป็นต้น

4)            ชอบกินอาหารจุกจิก

วัยรุ่นมักจะไม่กินอาหารแค่มื้อหลักเท่านั้น ยังชอบกินระหว่างมื้ออีกด้วย ซึ่งจะทำให้กินอาหารมากกว่าที่ควร ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคฟันพุได้ เป็นต้น

5)            ความเชื่อผิดๆในเรื่องอาหาร

วัยรุ่นมักจะหลงเชื่อคำเชิญชวน หรือโฆษณาที่ผิดๆ ว่าอาหารสิ่งนั้นมีประโยชน์ หรือสามารถรักษาโรคต่างๆได้ จึงทำให้วัยรุ่นหันไปนิยมซื้อตามคำเชิญชวน โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นอาจส่งผลเสียต่อร่างกายตามมาภายหลังก็ได้

การกินอาหารที่ถูกต้อง

1)            ไม่เลือกกิน

วัยรุ่นที่ชอบกินอาหารแบบเลือกมากและเรื่องมาก มักจะได้รับสารอาหารที่ไม่ครบ ทำให้มีสุขภาพไม่แข็งแรงและทำให้ผิวพรรณแห้งกร้าน จึงควรที่จะกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน รวมถึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะการกินอาหารในหมู่หนึ่งจะไม่สามารถทดแทนหมู่อื่นๆได้ เพราะความคิดแบบนี้จะทำให้ขาดสารอาหาร และผิวพรรณของตนจะเป็นตัวฟ้องพฤติกรรมการกินได้ดีที่สุด เพราะลักษณะของคนขาดสารอาหารจะมีผิวหมอง ซีดเซียว และแห้งกร้าน

2)            กินให้พอดี

ปริมาณอาหารที่เหมาะสมเพียงพอต่อวันจะไม่ทำให้อ้วนหรือผอมแห้งจนเกินไป จะทำให้มีสัดส่วนที่กำลังดี โดยไม่ต้องวุ่นวายในเรื่องของการไดเอตให้มากนัก การกินอาหารที่พอดี ก็คือเมื่อตัวเรารู้สึกอิ่มนั่นเอง

3)            เคี้ยวอย่างละเอียด

การที่ไม่เคี้ยวอย่างละเอียดจะทำให้ปวดท้อง เพราะอาหารไม่ย่อยทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักกว่าเดิม การเคี้ยวอาหารที่ถูกต้องจะต้องเคี้ยวถึง 50 ครั้งต่อคำ เพื่อทำให้ย่อยสะดวก หากทำได้ตามนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องอาหารไม่ย่อย ท้องผูกจนส่งผลให้ผิวเสียง่ายอีกเลย

4)            เลือกอาหารที่มีประโยชน์

ทุกวันนี้ผู้ผลิตอาหารมักจะผลิตอาหารที่เน้นความอร่อยเป็นหลัก ในขณะที่เรื่องของคุณค่าทางอาหารหรือสารปรุงแต่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนคำนึงถึง มีอาหารหลากหลายชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง และถ้าไม่กินเลยจะดีที่สุด เช่น อาหารหมักๆดองๆ อย่างผลไม้ดอง แหนม เพราะเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และมีสารที่เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง พวกอาหารที่มีสีแจ็ดๆ ล้วนแต่เป็นอาหารที่เคลือบสีผสมอาหารที่มากเกินไป ก่อให้เกิดการสะสมของสารพิษในระยะยาว หากเลือกอาหารที่มีสีอ่อนๆที่เป็นสีจากพืชผัก เช่น สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากดอกอัญชัน สีเหลืองของขมิ้น เป็นต้น หรือกินอาหารที่ไม่มีสีสันใดๆเลยก็จะดีมาก

5)            อย่าปล่อยให้อาหารซีด

เมื่ออาหารถูกอากาศนานๆ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆก็มักจะน้อยลง รวมทั้งยังเสี่ยงต่อเชื้อโรคและแมลงวันที่ทำให้อาหารติดเชื้อ ดังนั้นควรจะกินอาหารที่ปรุงเสร็จทันที

6)            อาหารปลอดสารพิษ

ควรเลือกอาหารประเภทปลอดสารพิษ ซึ่งเดียวนี้อาหารประเภทนี้หาซื้อง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากปัจจุบันทุกคนหันกลับมาใส่ใจต่อการเลือกกินของที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของตนเองมากขึ้น

7)            กินให้ครบทุกมื้อ

วัยรุ่นสมัยนี้มักจะกินอาหารไม่ครบมื้อ เพราะมีความคิดที่ว่าจะต้องมีรูปร่างที่ดี แต่การอดอาหารไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนๆก็เป็นความคิดที่ผิด หากจะลดความอ้วนก็ให้กินอาหารตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ โดยจะต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ การขาดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งแล้วจะทำให้เสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหาร เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องมีอาหารตกถึงท้องแต่กลับไม่มีนั้น น้ำย่อยจะถูกหลั่งออกมาตามปกติ และย่อยอาหาร จึงส่งผลให้เกิดอาหารปวดท้องอยู่ตลอดเวลา และหากลดน้ำหนักโดยวิธีนี้จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่ดีๆ ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพและผิวพรรณเสียไป

ปริมาณสารอาหารต่างๆที่วัยรุ่นควรจะได้รับ

กรมอนามัย แนะนำให้วัยรุ่นควรจะได้รับปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวันดังนี้คือ

1)            คาร์โบไฮเดรต : สารอาหารประเภทนี้ควรจะได้รับเพียง 8-12 ทัพพี

2)            โปรตีน : จากพวกเนื้อสัตว์หรือถั่วต่างๆ ควรจะได้รับ 45-60 กรัมต่อวัน หรือ 2-3 ส่วนต่อวัน

3)            ไขมัน : หรือน้ำมัน ควรจะได้รับน้อยกว่าร้อยละ 30 ต่อวัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ควรจะได้รับไม่เกินร้อยละ 10

4)            ผักต่างๆ : ควรจะได้รับ 2-4 ส่วนต่อวัน หรือ 4-6 ทัพพี

5)            ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม : ควรจะได้รับ 1-2 แก้วต่อวัน

6)            น้ำตาลหรือเกลือ : ควรจะได้รับเพียงเล็กน้อยต่อวัน

7)            แคลเซียม : เพื่อการพัฒนาการของกระดูกที่ดี วัยรุ่นควรจะได้รับ 1,200-1,500 มก./วัน หรือได้รับจากสารอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง 2-3 ส่วนต่อวัน

8)            ธาตุเหล็ก : เพื่อการพัฒนาการที่ดีของกล้ามเนื้อ และการผลิตเม็ดเลือด วัยรุ่นชายจะต้องการ 12 มก./วัน ส่วนวัยรุ่นหญิงจะต้องการ 15 มก./วัน

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย ไม่ได้หมายถึง การที่จะต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกาย จะหมายถึง การที่เราเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่างๆ โดยใช้แรงของกล้ามเนื้อ จะส่งผลให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดได้ ซึงก่อให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะที่ดี อันจะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับคุณภาพชีวิต

วัยรุ่นก่อนที่จะออกกำลังกายมักจะหาเหตุผลต่างๆนาน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ยอมออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาของสภาพอากาศ เป็นต้น แต่การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดีนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่ใช้วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และไม่จำเป็นจะต้องไปหาสถานที่กว้างๆหรือสถานที่สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะหรือเครื่องมือต่างๆให้เสียเวลา มีเพียงพื้นที่ให้เดินก็เพียงพอแล้ว ซึ่งการออกกำลังกายจะทำให้มีรูปร่างที่ดูดี มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคอ้วน โรคมะเร็ง เป็นต้น อีกทั้งการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังงานที่จะนำไปใช้ในการทำงานหรือใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และยังสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้อีกด้วย

วัยรุ่นกับกีฬา

วัยรุ่น ร่างกายจะเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบและไม่จำกัด แต่สมรรถภาพทางร่างกายของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการดูแลอย่างไรในวัยเด็ก ผู้ที่ต้องการเป็นนักกีฬาสามารถฝึกร่างกายและทักษะทางกีฬาได้อย่างเต็มที่ทุกรูปแบบในช่วงวัยนี้

ผู้ชายจะออกกำลังกายเพื่อให้เกิดกำลัง ความแข็งแรง รวดเร็ว และฝึกความอดทน เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เล่นบาสเกตบอล วอลเลย์บอล โปโลน้ำ ฟุตบอล กระโดดสูง กรรเชียง เป็นต้น ส่วนผู้หญิงจะเน้นการออกกำลังกายประเภทที่ไม่หนัก แต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมสร้างรูปร่างทรวดทรง เช่น ว่ายน้ำ ยิมนาสติก และวอลเลย์บอล เป็นต้น ให้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน วันละ 1 ชั่วโมง โดยใช้การออกแบบแบบหนักและเบาสลับกัน

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย


  1. ช่วยทำให้ระบบอวัยวะต่างๆภายในร่างกายมีการเคลื่อนไหว แข็งแรง คงทน และจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและอดทนยิ่งขึ้น
  2. ทำให้รูปร่างทรวดทรงดี
  3. ทำให้ร่างกายมีการพัฒนาการตามวัยและแข็งแรง
  4. ทำให้จิตแจ่มใส
  5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย
  6. ช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล สุขภาพจิตดีขึ้น และนอนหลับสบาย
  7. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
  8. ควบคุมน้ำหนักตัว

โทษของการไม่ออกกำลังกาย

1) การเจริญเติบโต

การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกของวัยรุ่น มีความแข็งแกร่ง คงทน และมีความหนา เนื่องจากมีการเพิ่มการสะสมของแร่ธาตุพวกแคลเซียมในกระดูก วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายกระดูกจะเล็ก เปราะบางและขยายด้านความยาวได้ไม่เท่าที่ควร ทำให้เติบโตช้า                                             และแคระเกร็น

2) รูปร่างทรวดทรง

วัยรุ่นบางคนกินอาหารมากแต่ขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้เป็นโรคอ้วน โรคภาวะโภชนาการเกิน และมีกล้ามเนื้อน้อย ทำให้มีรูปร่างไม่สมส่วน คือ บางคนอาจมีรูปร่างที่ผอมเกินไป บางคนก็อ้วนเกินไป และรูปร่างไม่สมประกอบ เช่น ขาโก่งหรือเข่าชิดกัน ศีรษะเอียง หรือตัวเอียง เป็นต้น

3) สุขภาพทั่วไป

วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคต่ำ เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อเกิดความเจ็บป่วยจะหายช้า และมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะมีผล   กระทบจนถึงวัยผู้ใหญ่

4) สมรรถภาพทางกาย

การออกกำลังกายแบบไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานติดต่อกันทำให้เพิ่มความอดทนให้กับร่างกาย โดยเพิ่มสมรรถนะของระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายจะมีข้อเสียในการเล่นกีฬา เพราะจะมีการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่ำ จึงมักได้รับอุบัติเหตุได้ง่าย

5)ด้านสังคมและจิตใจ

การออกกำลังกายจะทำให้วัยรุ่น รู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม จะมีความเชื่อมั่นสูง ร่างเริง แต่วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายมักจะเก็บตัว มีเพื่อนน้อย บางรายหันไปพึ่งยาเสพติด ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาของสังคมต่อไป ส่วนวัยรุ่นที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะมีนิสัยชอบออกกำลังกายติดตัวไปด้วย

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่เชื่อมต่อระหว่างวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่สำคัญ เด็กวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งร่างกาย และจิตใจ วัยรุ่นจึงต้องมีการดูแลสุขภาพของตนอย่างสม่ำเสมอ การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่หมายถึงการที่เราดูแลตัวเองอย่าถูกต้องตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การเลือกกินอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ จะส่งผลให้มีร่างกายที่แข็งแรง สุขภาพดี และกระปี้กระเปร่าพร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน


สรุปความคิด

8 พ.ค.

การดูแลตนเอง        

สาเหตุของความแก่ชราจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งอาหารที่เลือกกิน สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย และิสิ่งที่สำคัญ คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีคุณประโยชน์ คือ จะต้องหมั่นใส่ใจกับตัวเองให้มากขึ้น เพราะการกินไม่ใช่เพียงแต่กินเพื่อให้อิ่มเท่านั้น จะต้องกินอาหารที่ป้องกันโรคต่างๆได้ด้วย ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง ซึ่งโรคนี้จะเกิดจากการมีเนื้องอกชนิดร้ายแทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย โดยเป็นเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสามารถลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่ออื่นๆได้อย่างอิสระ มะเร็งมีมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะรักษาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยมะเร็ง ระยะของมะเร็ง อวัยวะที่เป็นมะเร็ง ซึ่งมีวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งได้ก็คือ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ อันจะเป็นเหตุก่อให้เกิดมะเร็ง และแนวทางที่ทำได้ง่ายที่สุด คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ การกินพวกเบต้าแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี และวิตามินดี ซึ่งเป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ และควรรับประทานผลไม้ในปริมาณที่มากพอทุกวัน จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ

การรับประทานคลอโรฟิลล์ ก็เป็นหาทางหนึ่งที่มีผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน เพราะร่างกายของคนเราสามารถนำเอาสารคลอโรฟิลล์นี้ไปเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เมื่อร่างกายต้องการ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารอาหาร หากปล่อยไว้นานๆก็อาจเกิดความผิดปกติของร่างกายตามมาได้ อีกทั้ง คลอโรฟิลล์สามารถใช้รักษาแผล เรียกเนื้อให้แผลหายเร็วกว่าปกติ มีบทบาทเป็นยาฆ่าแบคทีเรีย ทั้งยังดับกลิ่นเหม็นของแผล และสามารถทำความสะอาดแผลให้สะอาดได้ดีกว่ายาตัวอื่นๆ

หากอายุมากขึ้นสิ่งที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ สิว สิว ไม่ได้มีอย่างเดียว ประเภทเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ สิวเสี้ยน สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวผด และสิวอักเสบ และเมื่อถ้าเป็นสิวแล้ว เราก็ควรที่จะห้ามบีบหรือแกะสิว ล้างหน้าให้สะอาด ไม่จับต้องหัวสิว ไม่ขัดผิวหรือถูกแรงๆ ไม่ใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ใส่ผมต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน และสามารถดูแลรักษาตัวของเราให้ปราศจากสิว โดยทำได้คือ ควบคุมความมันบนในหน้า รักษาความสะอาดของผิวหน้า ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือมอยส์เจอไรเซอร์ และอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องดูแล ก็คือ เรื่องน้ำหนัก ทุกคนจะต้องมีปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนเกิน ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการลดน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระดับภาวะน้ำหนักที่มากเกินพิกัด หรือภาวะอ้วนมากเกินไป การที่จะควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาวจะต้องมีพฤติกรรมการกินเสียใหม่ ควบคุมอาหารที่กินอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่อาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเน้นไปที่ผักและผลไม้ กินอาหารที่มีเส้นใยสูงแทนอาหารที่ผ่านการแปรรูป ก็จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความอยากอาหาร รวมถึงความอยากต่างๆที่มันเกิดพิกัด และการออกกำลังกาย เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้น้ำหนักของคุณลดลงได้ และช่วยรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ อีกทั้งการออกกำลังกายไม่เพียงแต่ลดน้ำหนักได้เท่านั้น ยังส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

ผู้เขียน : นางสาว ธีรารัตน์ ชื่นศิริกุลชัย

ความรู้เรื่องคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

3 พ.ค.

ชื่อเรื่อง : ความรู้เรื่องคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

ผู้แต่ง : Healthy Plus

ผู้จัดพิมพ์ :

ปีที่พิมพ์ : 2553

จำนวนหน้า : 1

เวปไซต์ : http://www.ran4u.com/detailClubForum.do?clubId=504&clubForumMenuId=541&clubForumId=751

เนื้อเรื่อง : จาการวิจัยทางการแพทย์หลายการวิจัยก็ยืนยันได้ว่า ร่างกายของคนเราก็สามารถนำเอาสารคลอโลฟิลล์นี้ไป เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เมื่อร่างกายต้องการ โดยเฉพาะในภาวะที่ร่างกายของเราเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารอาหาร หากปล่อยให้เกิดความบกพร่องดังกล่าวนานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆต่อร่างกายของเราตามมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากการที่เม็ดเลือดแดง ถือเป็นระบบขนส่งสารอาหารที่สำคัญที่สุดในร่างกาย คลอโรฟิลล์สามารถใช้รักษาแผล เรียกเนื้อให้แผลหายเร็วกว่าปกติ มีบทบาทเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังดับกลิ่นเหม็นของแผล และสามารถทำความสะอาดแผลให้สะอาดได้ดีกว่ายาตัวอื่น

ศัพท์ดรรชนี : คลอโลฟิลล์,  ฮีม(Heme), เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell)

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวธีรารัตน์ ชื่นศิริกุลชัย

เคล็ดลับจัดการน้ำหนักส่วนเกินที่ได้ผลจริง

3 พ.ค.

ชื่อเรื่อง : เคล็ดลับจัดการน้ำหนักส่วนเกินที่ได้ผลจริง

ผู้แต่ง : Lydia Slim

ผู้จัดพิมพ์ : บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด (มหาชน)

ปีที่พิมพ์ : 2550

เลขหน้า : 25-31

ISBN : 978-974-8232-69-0

เนื้อเรื่อง : วิธีการลดน้ำหนักอาจมีความต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของภาวะน้ำหนักที่มากเกินพิกัด หรือภาวะอ้วนมากเกินไป ไม่มีทางลัดใดที่นำไปสู่การลดน้ำหนักที่ไ้ด้ผลในระยะยาว การที่จะควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาวคุณต้องปรับพฤติกรรมการกินเสียใหม่ ควบคุมอาหารที่คุณสามารถกินได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่อาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และเน้นไปที่ผักและผลไม้สดจำนวนมาก การเรียนรู้ที่จะกินอาหารที่มาจากธรรมชาติ มีเส้นใยสูงแทนอาหารที่ผ่านการแปรรูปเป็นบันไดขั้นสำคัญที่จะำนำคุณไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความอยากอาหาร รวมไปจนถึงความอยากต่างๆที่จะทำให้คุณกินมากเกินพิกัด การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้น้ำหนักของคุณลดลงได้ และมันยังช่วยรักษาน้ำหนักของคุณให้คงที่ด้วยเช่นกัน เพราะประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย คือ ทำให้กล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆแข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาน้ำหนักของเราให้คงที่ในระยะยาว

ศัพย์ดรรชนี : การควบคุมอาหาร, การออกกำลังกาย, น้ำหนักส่วนเกิน

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาว ธีรารัตน์ ชื่นศิริกุลชัย